เรื่องแรก
 
วันก่อน...ก่อนวันรักษ์โลกนี่แหละ
มีโอกาสทักทายสองตายายคู่หนึ่ง...ไม่รู้จักหรอก
มั่วคุยไปเรื่อย ตามประสาคนสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านที่ดี
ท่านก็เล่านั่น โน่น นี่...เรื่องจิปาถะ ร้อยแปดพันเก้า
เกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน และวิถีชีวิตของท่านทั้งสอง
 
 
นั่งฟังจนแทบหลับ...เพราะนานมาก
สรุปทั้งหมดที่ท่านพูดถึงความรักของท่านทั้งสองตลอดชีวิตได้ว่า...Embarassed
 
 
"เหนือกว่าความหลง คือ ความรัก มากกว่าความรัก คือ ความเข้าใจ ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การอภัยให้แก่กัน"
 
 
อืม...
 
 
นี่ท่านเล่ามาตั้งนาน...สรุปสาระได้แค่นี่เองเหรอเรา
ช่างเป็นคนฟังเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา
น่ารัก น่าชัง น่า...เสียจริง!!!
 
 
เข้ามาเพื่ออยากบอกแค่นี้แหละครับ...รักษ์โลกกันทุกคนนะครับ
 
 
Embarassed Embarassed Embarassed
 
 
เรื่องต่อมา...เพิ่งนึกออกว่า แอบถ่ายรูปคุณน้าวณิพกเสียงเพราะท่านหนึ่งแถว ๆ นนทบุรีนี่เอง
 
เรื่องก็ด้วยเหตุที่ ในขณะที่ผมเดินขึ้นสะพานลอยแห่งหนึ่งของถนนงามวงศ์วาน มีเหตุให้เหมือนดูไม่สมควรที่จำเป็นต้องเดินตามสาวสวยสุดเซ็กซี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พูดแล้ว...ดูหื่น ๆ ชอบกล อย่างว่าสะพานลอยมีอันเดียว ก็ต้องเดิน
 
สาวสองคนนั้น มีหนึ่งอนงค์...พูดลอย ๆ ออกมา "แก ดูยัยป้านี่สิ...เยินเชียว" แล้วก็หัวเราะคิกคักกันสองคน แต่ดูเหมือนเพื่อนหล่อนคงเห็นผมตามสูดกลิ่นติด ๆ  เลยสะกิด...ให้รีบเดินห่างออกมา
 
ไม่ใช่ว่าผมจะตามติดจนน่าเกลียดแล้ว เค้าชิ่งอย่างเร็วออกไปนะครับ แต่เพราะผมแค่พอได้ยิน เลยชะลอฝีเท้า ก่อนเดินย้อนกลับขึ้นไป พร้อมกับหยุดระยะหน้าคุณน้าท่านนี้...
 
 
 
 
ผมจ้องมองแกอยู่พักนึง พร้อม ๆ กับฟังแกร้องเพลงไปโดยน่าจะเป็นสามีที่เล่นดนตรี ด้วยเครื่องแอคคอร์เดี้ยน (น่าจะเป็นไอ้เครื่องเรียกแบบนี้...หีบเพลงอ่ะครับ) เคล้าคลอเป็นท่วงทำนอง ขับกล่อมอยู่ซักพัก
 
แม่ม...เอ่อ ขอโทษที่หยาบคาย 
 
อุทานออกมา ประมาณว่า..."โห พ่อช่างว่างงานเสียจริง ยืนอาร์ตฟังดนตรีตอน 07.50 น. (เพราะหลังจากนั้น เกือบไปเซ็นชื่อทำงานไม่ทัน เนื่องจากต้องเซ็นชื่อก่อน 08.30 น.)"
 
ผมรู้สึกว่า...ภาพที่ปรากฏ (มองตามรูปที่ผมถ่ายนะ...จริง ๆ สวยกว่านี้อีก ย่อมาแล้วไม่ค่อยสวยเท่าไหร่) ผมว่า คุณน้าเธอก็สวยดีในแบบของเธออ่ะ ต่างจากที่สาวน้อยเหมือนสวยว่าท่านมากเลย ท่านไม่มีเครื่องประทินโฉมลวงโลก ตกแต่งจนไม่เห็นผิวหน้าจริงอย่างบางคน เศษเงินที่ได้...ก็ได้มาจาก การพยายามร้องขับกล่อมมาเป็นเพลง ไม่ได้นั่งยับ ๆ เยิน ๆ เฉย ๆ ขออย่างเดียว
 
เรื่องเหล่านี้...มันคือความงาม ที่มากไปกว่าความสวยแล้วมั๊ง??? อธิบายเรื่องพวกนี้ไม่ถูก เหมารวมเป็นว่าแบบไปน้ำขุ่น ๆ ทุย ๆ แบบของผมว่า
 
 
 
 
"น้าคนนี้แกสวยก็แล้วกัน..." 
 
 
 
 
จบแบบ...งง ตัวเอง 555+
 
แต่ที่แน่...จากนั้น ผมก็บรรจงกดภาพเธออย่างตั้งใจ และคิดเอาเองว่า...ผมถ่ายรูปน้าเธอโคดสวยเลยครับ วะฮะฮ่า
 
 
Embarassed Embarassed Embarassed
 
 
เรื่องสุดท้าย...อ่านมาจาก นสพ.สตาร์ซอคเกอร์ นานมากแล้ว ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นคอลั่มของคุณศาธนันท์ บรรณาธิการในฉบับนั้น และผมก็เคยเอามาลงที่ #Exteen นี้อยู่ครั้งหนึ่ง แต่จำไม่ได้แล้วว่า...เพราะอะไรถึงลบบล็อกทิ้งเล่นไปหมดเลย นึกไงก็นึกไม่ออก 
 
เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยที่มหาวิทยาลัยศิลปากรที่ก่อตั้งโดย ศาสตรจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) หน้าตาของท่านตามรูปข้างล่างนะครับ...อย่างเท่ ในยุคที่เพิ่งก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์ศิลป์ หรืออาจารย์ฝรั่งท่านดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย นั่นเอง
 
 
 
 
และถ้าย้อนกลับไปสมัยโน้นนนนนน...  หากนึกกันให้ออก มองกันเล่น ๆ ในสมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีอารมณ์เสพวัฒนธรรมทางด้านศิลปะแพร่หลายมากมายเท่าในปัจจุบันนี้
 
วันดีคืนดี อยู่ ๆ ก็มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนศิลปะอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อผลิตบัณฑิต ออกไปทำมาหากินด้วยการนั่ง ยืนวาดภาพ ปั้นหุ่นเหมือนไปวัน ๆ ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติเลย
 
ในตอนนั้น พวกผู้ใหญ่ ผู้มีอิทธิพลทางวงการการศึกษาของประเทศไทยในยุคโน้นก็คงมีความคิด มีมุมมองแบบที่ผมพิมพ์ไว้ข้างบน (เค้าป่าวคิดเองนะ...ผมก็เรียนทางสายศิลปะ ปะ ประยุกต์)
 
จึงมีการประชุมปรึกษาหารือ ถึงแนวทางเพื่อที่จะหว่านล้อมให้ ม.ศิลปากรยุบตัวลงไป เอางบประมาณไปเผาผลาญกับการเรียนการสอน หรือทำประโยชน์ (ที่ตัวเองคิดเองว่ามีประโยชน์) กับศาสตร์สาขาวิชาอื่น ๆ ดีกว่า จนมีมติในทางลับเห็นพ้องต้องกันว่า...ต้องยุบ ยุบ ยุบ ยุบ และ ยุบ
 
แต่ติดตรงที่บังเอิญอาจารย์ศิลป์ หรือ อาจารย์ฝรั่งอันเป็นที่รักของทุกคนทั้งในรั้วสถาบัน และวงการศิลปะของบ้านเราท่านนี้ เป็นที่น่าเกรงขามเกินกว่าจะส่งจดหมายไปบอกท่านว่า..."ปิดเหอะ" ได้
 
จึงต้องมีการเรียกประชุมเพื่อขอความเห็น...จากท่านในฐานะอธิการบดี
 
ในวันที่ประชุม มากกว่าการสอบถาม ภาพมันกลับออกไปในแนวซักฟอก ยัดเยียด หรือสรรหาเหตุผลเพื่อทำให้ "จุดยืน" สำหรับ ม.ศิลปากร ไม่มีตัวตน ณ ตรงนั้นมากกว่า จากความที่อ่าน พรรณนาให้รู้สึกว่า...อ.ศิลป์ คล้ายกับผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องโทษ และอยู่ระหว่างการโดนสอบสวน เพื่อตัดสินคดีความ มากกว่าการหาทางออกที่ดีด้วยกัน
 
บลา บลา บลา
 
อาจารย์ศิลป์ ท่านก็ปล่อยให้คนเหล่านั้นพล่ามหลักการเหตุผลในความความคิดของตน จนพอใจ โดยตั้งแต่เริ่มต้นอย่างไม่มีการโต้แย้งหรือขัดจังหวะคนเหล่านั้นเลย
 
เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องพูด...ท่านก็ลุกขึ้น และโค้งให้เกียรติกับทุกคน ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
 
 
 
 
"พวกคุณไม่รู้คุณค่าของลมหายใจหรอก"
 
 
 
 
เมื่อกล่าวจบ จากนั้นท่านก็โค้งขอบคุณและเดินเงียบ ๆ ออกไปจากห้องประชุม กลับไปที่ห้องทำงานของท่าน และก็ก้มหน้าทำงานด้านศิลปะของท่านต่อไปเงียบ ๆ 
 
ว่ากันว่า หลังจากที่ท่านออกไป...คนทั้งหมด งง กับวลีที่ท่านเอ่ยออกมา หาความหมายของมันไม่เจอ จนกระทั่งมีคนหนึ่งสรุปในที่ประชุมออกมาว่า..."เราอย่าเพิ่งไปตัดสินอะไรเลย ปล่อยให้เค้าดำเนินการเรียนการสอนไปก่อนแล้วกัน" เรื่องจึงจบอยู่แค่นั้น
 
ย้อนจากที่อ่านวันนั้นมา
 
ผมนั่งคิดเล่นตามว่า...ลมหายใจที่อาจารย์ศิลป์บอก ในความหมายของท่าน มันคงไม่ได้เป็นแค่ลมพ่นเข้าออก เพื่อสูดรับ O2 กับคาย CO2 ออกมา เป็นแค่เครื่องหมายของการมีชีวิต
 
แต่ลมหายใจที่พูดถึงนั้น มันยังมีความหมายที่สร้างความแตกต่างระหว่าง “คนที่มีชีวิต” กับ “คนที่มีความสุขในชีวิต” ก็ได้….อืม
 
ทั้งกลิ่นของความสุข ความทุกข์ ความปิดิ ความเสีย ฯลฯ ที่มันผ่านเข้ามาและออกไปให้ใจเรามันเกิดความรู้สึก เกิดอารมณ์มากมายตามแต่จะจินตนาการ
 
"ศิลปะ" ก็คงเหมือนกัน ที่คนเหล่านั้นมองว่าเป็นกายภาพของรูปธรรมของภาพ รูปปั้น หรืออะไรก็ตาม เค้าใช้แค่ ตาดู แต่ไม่ได้ใช้ใจมอง เลยไม่เห็นคุณค่าของมันนั่นเอง
 
 
Embarassed
 
 
จริง ๆ ผมก็จำไม่ได้ว่า เรื่องนี้ตีความว่าอย่างไร แต่ส่วนมาก...ผมก็ทึกทักเอาเอง 555+
ดังนั้น อย่ามาเชื่อผมมาก
 
กรุณาอ่านแล้ว โปรดใช้ "หัวใจ" สัมผัส กับความหมายทั้งมวลที่
อาจารย์ฝรั่งท่านกล่าวไว้เองนะครับ
 
ขอบคุณ...พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ 
 
อ้อ...เมื่อลมหายใจเราตรงกันดีกว่า...ป๊าดดดด